ผู้เขียน หัวข้อ: p1 กล้องสำรวจถนนภาคสนาม ซื้อขาย กล้องระดับ TOPCON, Pentax, CTS/Berger พร้อมส่ง  (อ่าน 45 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

22-12-2017 , 11:00:09
  • Hero Member
  • *****
  • กระทู้: 6985
  • เพศ: ชาย
    • ดูรายละเอียด

จำหน่ายกล้องอุปกรณ์กล้องไลน์สำรวจ คุณภาพเยี่ยม กล้องระดับ TOPCON ยี่ห้อ TOPCON, Pentax, CTS/Berger
การจำแนกดิน คือ การรวบรวมดินประเภทต่างๆที่มีลักษณะ หรือ คุณสมบัติที่หมือนกันหรือคล้ายคลึงกันตามที่กำหนดไว้ ให้เป็นหมวดหมู่อย่างมีระเบียบ เพื่อสะดวกสำหรับเพื่อการจดจำแล้วก็นำไปใช้งาน
ระบบการจำแนกดินของประเทศรัสเซีย
ระบบนี้จะให้ความสนใจดินที่เกิดในสภาพอากาศหนาวเย็น จนกระทั่งค่อนข้างจะร้อน สำหรับในการแยกประเภทขั้นสูง เน้นย้ำการใช้โซนสภาพอากาศแล้วก็พืชพรรณเป็นหลัก มีทั้งหมดทั้งปวง 12 ชั้น (class I- class XII) โดยชั้น I-VI เป็นดินในเขตลักษณะของอากาศตั้งแต่หนาวจัด จนกระทั่งค่อนข้างหนาวในทะเลทราย ชั้น VII-IX เน้นย้ำสภาพภูมิอากาศค่อนข้างร้อน โดยใช้ลักษณะความชื้น-ความแห้ง และก็ภาวะพืชพรรณที่เป็นป่า หรือท้องทุ่ง เป็นปัจจัยจำกัด สำหรับชั้น X-XII เน้นดินในเขตร้อน จากขั้นสูงจะมีการจัดหมวดหมู่ออกเป็นชั้นย่อย ตามลักษณะการเกิดของดิน รวมทั้งแบ่งเป็นจำพวกดิน ในอย่างต่ำ ระบบการแบ่งดินของคูเบียนา การแบ่งดินใช้ สมบัติทางเคมีของดิน รวมทั้งโซนของลักษณะอากาศกับพืชพรรณ เป็นหลัก โดยเน้นย้ำสิ่งแวดล้อมในเขตเมดิเตอร์เรเนียน แล้วก็สภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างจะแห้งมากยิ่งกว่าเขตชื้นแล้วก็ฝนชุก
-ระบบการแบ่งแยกดินของประเทศฝรั่งเศส
มีลักษณะเด่นเป็น เป็นการแบ่งแยกดินที่ใช้ลักษณะทั้งสิ้นด้านในหน้าตัดดินเป็นหลักเกณฑ์ เน้นวิวัฒนาการของหน้าตัดดิน โดยไตร่ตรองจาการจัดตัวของชั้นเกิดดินด้านในหน้าตัดดินโดยเฉพาะ กับการที่มีปฏิกิริยาความเคลื่อนไหว หรือชั้นที่มีการสะสมของดินเหนียว การแบ่งขั้นสูงสุด ย้ำลักษณะที่เกี่ยวกับการขังน้ำ ส่วนอย่างน้อย ใช้ความมากมายน้อยสำหรับในการโยกย้ายอนุภาคดินเหนียวในหน้าตัดดิน
-ระบบการแบ่งดินของประเทศเบลเยียม
เป็นการจำแนกประเภทที่ค่อนข้างจะละเอียด ซึ่งเกิดจากการใช้ที่ดินทางการเกษตรที่เข้มข้น การแบ่งแยกดินใช้รูปแบบของเนื้อดิน ชั้นการระบายน้ำ รวมทั้งพัฒนาการของหน้าตัดดิน เป็นลักษณะแบ่งแยก ในการขยายความเนื้อดิน แบ่งได้ 7 ชั้น (ชั้นอนุภาคดิน) วัสดุอินทรีย์แล้วก็ขี้ตะกอนลมหอบ ส่วนชั้นการระบายน้ำของดิน ใช้การแปลความหมายที่เกี่ยวกับความแฉะของดิน เป็นต้นว่า จุดประ แล้วก็สีเทาในเนื้อดิน กับระดับความลึกของดินที่เจอลักษณะดังที่กล่าวมาข้างต้น สำหรับวิวัฒนาการของหน้าตัดดินแบ่งได้หลายชั้นโดยใคร่ครวญจากลำดับของชั้นต่างๆในหน้าตัดดินและชั้น (B) ถือว่าเป็นชั้น B ที่พึ่งจะมีความเจริญหรือเป็นชั้นแคมบิก B คล้ายคลึงกันกับในระบบของประเทศฝรั่งเศส
-ระบบการจำแนกดินของประเทศอังกฤษ
เน้นลักษณะดินที่เจอในประเทศอังกฤษรวมทั้งเวลส์ ประกอบด้วย 10 กลุ่ม อธิบายออกมาจากกันโดยใช้รูปแบบของหน้าตัดดินเป็นกฏเกณฑ์ซึ่งย้ำชนิดรวมทั้งการจัดเรียงตัวของชั้นดิน มี Terrestrial raw soils, Hydric raw soils, Lithomorphic (A/C) soils, Pelosols, Brown soils, Podzolic soils, Surface water gley soils, Groundwater gley soils, Man-made soils แล้วก็ Peat soils
-ระบบการจำแนกดินของประเทศแคนาดา
ระบบการจำแนกเป็นแบบมีหลายขั้นอนุกรมระเบียบแล้วก็มีลำดับสูงต่ำเด่นชัด มี 5 ขั้นร่วมกันคือ ชั้น (order) กรุ๊ปดินใหญ่ (great group) กลุ่มดินย่อย (subgroup) วงศ์ดิน (family) แล้วก็ชุดดิน (series) ชั้นอนุกรมวิธานของดินในระบบการแบ่งดินของแคนาดาแจงแจงออกมาจากกันโดยใช้ลักษณะที่พิจารณาได้ และที่วัดได้ แต่ว่าหนักไปในทางทางทฤษฎีการกำเนิดดินสำหรับเพื่อการแบ่งประเภทระดับสูง ซึ่งแบ่งออกเป็น 9 ชั้น รวมทั้งแบ่งออกเป็น 28 กลุ่มดิน
-ระบบการจำแนกดินของประเทศออสเตรเลีย
การพัฒนาด้านการจำแนกดินในออสเตรเลียมีมานานแล้วด้วยเหมือนกัน โดยในช่วงแรกเป็นการจำแนกดินที่ใช้ธรณีวิทยาของอุปกรณ์ดินเริ่มต้นเป็นหลัก แม้กระนั้นถัดมาได้มีการพัฒนามาเรื่อยจนกระทั่งเน้นย้ำโครงร่างวิทยาของหน้าตัดดินโดยแบ่งได้เป็น 47 หน่วยดินหลัก (great soil groups) เนื่องจากว่าการที่ออสเตรเลียมีสภาพอากาศอยู่หลายแบบร่วมกัน ทำให้มีสิ่งแวดล้อมทางดินหลายแบบร่วมกันตามไปด้วย มีทั้งในภาวะที่หนาวเย็นไปจนกระทั่งเขตร้อนชื้น และเขตที่เป็นทะเลทราย ซึ่งทำให้เห็นกระจ่างเจนว่าระบบการแบ่งแยกนี้ครอบคลุมประเภทของดินต่างๆล้นหลาม แต่เน้นดินที่มีการสะสมคาร์บอเนต ย้ำสีของดิน รวมทั้งเนื้อของดินค่อนข้างจะมาก ระบบการแบ่งดินของประเทศออสเตรเลียนี้มีอยู่มากยิ่งกว่า 1 แบบ เนื่องจากมีการเสนอระบบต่างๆที่มีแนวคิดฐานรากแตกต่างออกไป ได้แก่ระบบของฟิทซ์แพทริก (FitzPatrick, 1971, 1971, 1980) ที่เน้นจากระดับต่ำขึ้นไปหาระดับสูง และก็ระบบที่เจออยู่ในคู่มือของดินประเทศออสเตรเลีย (A Handbook of Australia Soils) เป็นต้น
-ระบบการแบ่งดินของประเทศนิวซีแลนด์
ประเทศนิวซีแลนด์ใช้ระบบอันดับกฎดินของประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นหลักสำหรับในการจัดชนิดและประเภทดิน และดินของประเทศนิวซีแลนด์รอบๆกว้างเป็นดินที่เกิดมาจากตะกอนภูเขาไฟ
-ระบบการแบ่งแยกดินของประเทศบราซิล
ดินในประเทศบราซิลเป็นดินที่มีลักณะเด่นเป็นดินเขตร้อน ระบบการแบ่งดินของบราซิลไม่ใช้สภาพความชุ่มชื้นดินสำหรับในการแยกเป็นชนิดและประเภทขั้นสูง และก็ใช้สี จำนวนขององค์ประกอบกับจำพวกของหินต้นกำเนิด เป็นลักษณะที่ใช้เพื่อการจัดหมวดหมู่มากยิ่งกว่าที่ใช้ในอนุกรมข้อบังคับดินกษณะที่ใช้สำหรับในการแยกเป็นชนิดและประเภทมากกว่าที่ใช้ในอันดับวิธานดิน
ตามระบบการแบ่งแยกดินประจำชาตินี้ สามารถแบ่งดินในประเทศไทยออกเป็น
ชุดดินรังสิต
Alluvial soils
เป็นดินที่เกิดขึ้นใหม่ มีอายุน้อย มีวิวัฒนาการของหน้าตัดดินต่ำ หน้าตัดดินเป็นแบบ A-C, A-Cg, Ag-Cg หรือ A-(B)-Cg มีสาเหตุมาจากการทับถมโดยน้ำตามที่ราบลุ่ม เช่นที่ราบลุ่มริมน้ำ ทะเลสาบ ปากแม่น้ำ ชายฝั่งทะเล และเนินขี้ตะกอนน้ำพารูปพัด (alluvial fan) สภาพของการทับถมอาจเป็นบริเวณของน้ำจืด น้ำเค็ม หรือน้ำกร่อยก็ได้ ส่วนมากจะมีเนื้อดินละเอียด แล้วก็การระบายน้ำเหลวแหลก มักพบลักษณะที่แสดงการขังน้ำ นอกจากรอบๆสันดินชายน้ำ และที่เนินขี้ตะกอนน้ำพารูปพัด ที่เนื้อดินจะหยาบคายกว่า แล้วก็ดินมีการระบายน้ำดี ส่วนประกอบรวมทั้งแร่ธาตุที่มีอยู่ในดิน alluvial มักต่างกันมากมาย รวมทั้งชอบผสมคละเคล้าจากรอบๆต้นกำเนิดที่มาจากหลายแห่ง ชุดดินที่สำคัญของกลุ่มดินหลักนี้เป็น
- พวกที่เกิดขึ้นจากขี้ตะกอนน้ำจืด เป็นต้นว่า ชุดดินท่าม่วง สรรพยา สิงห์บุรี จังหวัดราชบุรี อยุธยา
- พวกที่เกิดจากตะกอนน้ำกร่อย เป็นต้นว่า ชุดดินผู้อารักขา รังสิต
- พวกที่เกิดขึ้นจากขี้ตะกอนพื้นแผ่นดินมหาสมุทร เช่น ชุดดินท่าจีน กทม.
-
Hydromorphic Alluvial soils
หมายถึงดิน Alluvial soils ที่มีการระบายน้ำค่อนข้างเลวทราม-ชั่วช้าสารเลวมาก ในเรื่องที่มีการแบ่งประเภทและชนิดดินออกเป็น Alluvial soils แล้วก็ Hydromorphic Alluvial soils ดินที่อยู่ในกรุ๊ปดินหลัก Alluvial soils จะเป็นดินที่มีการระบายน้ำดี รวมทั้งอยู่ในรอบๆที่สูงกว่าในภูมิทัศน์ที่ต่อเนื่องกัน ดินในทั้งสองกรุ๊ปดินหลักนี้มักจะได้รับอิทธิพลน้ำหลากในฤดูน้ำหลากเสมอ
 -ชุดดินหัวหิน
Regosols
มีวิวัฒนาการของหน้าตัดดินต่ำ เกิดเด่นชัดเฉพาะดินบน (A) และมีหน้าตัดดินแบบ A-C หรือ A-Cg มีสาเหตุจากวัตถุต้นกำเนิดดินที่เป็นทรายจัดบางทีอาจเป็นทรายรอบๆชายฝั่งทะเล หรือบริเวณเนินทราย หรือทรายจากแม่น้ำ ดินมีการระบายน้ำดี จนกระทั่งระบายน้ำดีจนเกินไป พบทั่วๆไปเป็นแถวยาวตามชายฝั่งทะเล และตามกระพักสายธารของแม่น้ำที่มีตะกอนเป็นทรายจัด มีปฏิกิริยาค่อนข้างเป็นกรด ชุดดินที่สำคัญได้แก่ ชุดดินหัวหิน พัทยา ระยอง แล้วก็น้ำพอง
-Lithosols
เป็นดินตื้นมากมาย ส่วนมากลึกไม่เกิน 30 เซนติเมตร พบได้บ่อยตามรอบๆที่ลาดเชิงเขาซึ่งมีกษัยการสูง การจัดตัวของชั้นดินเป็นแบบ A-C-R, AC-C-R หรือ A-R เนื้อดินมีเศษหินที่ยังไม่ผุพังย่อยสลายหรือกำลังย่อยสลายคละเคล้าอยู่เป็นส่วนใหญ่ ดินนี้ไม่เหมาะแก่การเกษตร หรือการสร้างพืชโดยทั่วไป
-ชุดดินลพบุรี
Grumusols
เป็นดินสีคล้ำ มีเหตุที่เกิดจากวัตถุแหล่งกำเนิดที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง อาทิเช่น หินปูน มาร์ล หรือบะซอลต์ ความก้าวหน้าของหน้าตัดดินต่ำ เนื้อดินเป็นดินเหนียว มีส่วนประกอบเป็นแร่ดินเหนียวจำพวก 2:1 ซึ่งมีความสามารถสำหรับการยืด-หดตัวได้มาก ดินจะขยายตัวเมื่อเปียก (swelling) แล้วก็หดตัวเมื่อแห้ง (shrinkage) ทำให้มีลักษณะของรอยูลื่นไถล (slickensides) เกิดขึ้นในดิน ลักษณะหน้าตัดประกอบด้วยชั้น A-C หรือ A-AC-C โดยชั้น A จะหนา มีองค์ประกอบดินแบบก้อนกลม (granular structure) หรือก้อนกลมพรุน (crumb structure) พบได้บ่อยในรอบๆที่ราบลุ่มหรือกระพักลำธาร ลักษณะผิวหน้าดินเป็นหลักที่ขรุขระ (gilgai relief) เมื่อแห้งผิวดินจะแตกระแหงเป็นร่องลึก ปฏิกิริยาดินเป็นด่าง ลักษณะโดยรวมเป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์สูง แม้กระนั้นมีทรัพย์สินทางกายภาพที่เป็นอุปสรรคต่อการไถลูกพรวน ดินนี้ในบริเวณที่ต่ำจะมีการระบายน้ำเหลวแหลก ส่วนใหญ่ใช้ปลูกข้าว แต่หากอยู่ในที่สูง ดังเช่นในรอบๆใกล้ตีนเขาหินปูนมักจะมีการระบายน้ำดี ใช้ปลูกพืชไร่ เป็นต้นว่า ข้าวโพดชุดดินที่สำคัญ อย่างเช่น ชุดดิน ลพบุรี บ้านหมี่ โคกกระเทียม บุรีรัมย์ กรุ๊ปดินหลัก Grumusols นี้ ไม่มีในระบบ USDA 1938 เริ่มใช้เพื่อการเพิ่มระบบ USDA เมื่อ 1949
 -ชุดดินตาคลี
Rendzinas
เป็นดินตื้นเกิดตามตีนเขาหินปูน วัตถุแหล่งกำเนิดเป็นพวกปูน (CaCO3) หรือมาร์ล เกิดเกี่ยวโยงกับดิน Grumusols แต่อยู่ในบริเวณที่สูงกว่า พบได้ทั่วไปบริเวณที่ลาดใกล้เขา หรือ กระพักเขตที่ลุ่มใกล้เขาหินปูน เป็นดินที่มีความก้าวหน้าของหน้าตัดต่ำ ลักษณะดินจะมีเพียงชั้น A แล้วก็ C หรือ A-(B)-C ดินบนสีคล้ำ มีองค์ประกอบดี ร่วน และก็ออกจะดก มีการระบายน้ำดี ส่วนดินด้านล่างเป็นดินเหนียวผสมปูนหรือปูนมาร์ล ซึ่งมีปริมาณเพิ่มขึ้นตามความลึก แล้วก็มักจะเจอชั้นที่เป็นปูน หรือ ปูนมาร์ลล้วนๆอยู่ในตอนล่างของหน้าตัดดิน ดินเหล่านี้จะมีปฏิกิริยาเป็นด่าง (pH ประมาณ 7.0-8.0) ส่วนมากใช้เพื่อการปลูกพืชไร่ อาทิเช่นข้าวโพด หรือปลูกไม้ผล เป็นต้นว่า น้อยหน่า ทับทิม ฯลฯ ชุดดินที่สำคัญคือ ชุดดินตาคลี
 -ชุดดินชัยบาดาล
Brown Forest soils
เจอตามรอบๆภูเขาเป็นส่วนใหญ่ มีต้นเหตุจากวัตถุต้นกำเนิดที่เป็นวัตถุหลงเหลือ รวมทั้งเศษหินตีนเขา ในภาวะที่หินพื้นเป็นพวกที่มีปฏิกิริยาเป็นกรด แล้วก็ด่าง ได้แก่ แกรนิต ไนส์ แอนดีไซต์ มาร์ล บางทีอาจพบปะคละเคล้ากับดินในกรุ๊ปดินหลัก Rendzinas เป็นดินตื้น พัฒนาการของหน้าตัดดินไม่มากนัก มีลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ A-B-C หรือ A-B-R แม้กระนั้นชั้น B มักจะไม่ค่อยชัดแจ้ง ในประเทศไทยพบได้ทั่วไปตามเทือกเขาหินปูนเป็นส่วนมาก สำหรับ Brown Forest soils ที่เป็นกรด พบเพียงเล็กน้อยชุดดินที่สำคัญ ตัวอย่างเช่น ชัยบาดาล ลำที่นารายณ์ สมอทอด
 -Humic Gley soils
พบปริมาณน้อยในประเทศไทย มักกำเนิดผสมอยู่กับดินอื่นๆในลักษณะเกลื่อนกลาดเป็นหย่อมๆในบริเวณที่ราบลุ่ม มักพบอยู่ใกล้กับดินในกลุ่ม Grumusols, Rendzinas หรือ Red Brown Earths เป็นดินในที่ต่ำ มีการระบายน้ำเลว พัฒนาการของหน้าตัดไม่ดีนัก ลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ Ag (Apg)-Cg หรือ A-Bg-Cg ลักษณะที่สำคัญเป็น ดินบนหนา มีอินทรียวัตถุสูง ดินล่างมักเป็นดินเหนียวสีเทาหรือสีเทาเข้ม มีลักษณะที่แสดงถึงภาวะที่มีการขังน้ำกระจ่างแจ้ง มีจุดประ ปฏิกิริยาดินเป็นด่างนิดหน่อยชุดดินที่สำคัญคือ ชุดดินแม่ตอบ
 -ชุดดินร้อยเอ็ด
Low Humic Gley soils
เป็นดินที่เกิดขึ้นมาจากตะกอนน้ำพา เจอในรอบๆที่ต่ำที่มีการระบายน้ำหยาบช้า โดยมากอยู่ในรอบๆตะพักแถบที่ลุ่มต่ำที่สูงกว่าที่ราบลุ่มใหม่ใกล้น้ำ ระดับน้ำใต้ดินตื้นและก็แช่ขังเป็นบางครั้งบางคราว แม้กระนั้นมีพัฒนาการของหน้าตัดออกจะดี ลักษณะสำคัญของดินในกลุ่มนี้เป็น หน้าตัดดินมีลักษณะที่แสดงออกถึงการขังน้ำ มีจุดประชัดแจ้ง หน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt, Ap-A2-Bt, A1-A2-Btg, A1g-A2g-Btg, หรือ Apg-Btg พวกที่มีอายุน้อยจะอุดมสมบูรณ์มากยิ่งกว่าพวกที่เกิดนานกว่า บางบริเวณจะเจอศิลาแลงอ่อน (plinthite) ในตอนล่างของหน้าตัดดิน โดยมากเป็นดินที่มีความอิ่มตัวเบสต่ำ pH ราวๆ 4.5-5.5 สำหรับพวกที่เกิดอยู่ในรอบๆกระพักที่ลุ่มค่อนข้างใหม่ มักจะมีความอิ่มตัวเบสสูง ชุดดินที่สำคัญหมายถึงเพ็ญ สระบุรี มโนรมย์ เพชรบุรี จังหวัดเชียงราย หล่มเก่า ส่วนพวกที่เกิดบนกระพักที่ลุ่มค่อนข้างเก่า อาทิเช่นชุดดิน ร้อยเอ็ด จังหวัดลำปาง ฯลฯ
 
-ชุดดินท่าอุเทน
Ground Water Podzols
เป็นดินที่มีการระบายน้ำชั่วช้าถึงค่อนข้างชั่วช้าสารเลวพบเฉพาะในรอบๆที่มีฝนตกชุก ยกตัวอย่างเช่น ในภาคใต้ บริเวณชายฝั่งตะวันออก หรือบางจังหวัดของภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อาทิเช่น จังหวัดนครพนม เกิดขึ้นจากวัตถุแหล่งกำเนิดที่เป็นทราย ในบริเวณที่เป็นทรายจัด เป็นต้นว่า ชายหาดเก่าหรือตะกอนทรายเก่า ในบริเวณที่ค่อนข้างจะต่ำ มีวิวัฒนาการของหน้าตัดดี ลักษณะของหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-(A2)-Bh-Cg หรือ A1-A2-Bir-Cg ชั้นดินบนสีคล้ำ และมีอินทรียวัตถุสูง ชั้น A2 (albic horizon) หรือชั้นล้างมีสีซีดจางเห็นได้ชัดเจน ชั้น Bh มีสีน้ำตาลเข้มและมีการอัดตัวค่อนข้างจะแน่น แข็ง เหตุเพราะมีการสะสมอินทรียวัตถุที่สลายตัวแล้วกับอะลูมินัมออกไซด์และ/หรือเหล็กออกไซด์ มีปฏิกิริยาเป็นกรด pH ต่ำ ประมาณ 4.0-5.0 ตลอดทั้งหน้าตัดชุดดินที่สำคัญเป็น ชุดดินบ้านทอน ท่าอุเทน
 -ชุดดินหนองเอ็ง
Solodized-Solonetz
พบในบริเวณที่ค่อนข้างจะแห้งแล้ง แล้วก็วัตถุต้นกำเนิดมีเกลือผสมอยู่ ตัวอย่างเช่นบริเวณชายฝั่งทะเลเก่า หรือบริเวณที่ได้รับผลกระทบจากเกลือที่มาจากใต้ดิน อย่างเช่นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย เป็นต้น มีลักษณะของหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt ดินมีการระบายน้ำชั่วช้าสารเลว ชั้น Bt จะแข็งแน่นแล้วก็มีโครงสร้างแบบแท่งหัวมน (columnar structure) หรือแบบแท่งหัวตัด (prismatic) ดินบนเป็นดินร่วนซุยปนทราย มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างโดยประมาณ 5-5.5 ส่วนดินด้านล่างมี pH สูง 7.0-8.0 ยกตัวอย่างเช่นชุดดินจุฬาร้องไห้ ชุดดินหนองเอ็ง เป็นต้น
 -ชุดดินอุดร
Solonchak
เป็นดินที่มีการระบายน้ำเหลวแหลกถึงค่อนข้างสารเลว มีเกลือสะสมอยู่ในชั้นดินมากมาย หน้าตัดดินเป็นแบบ Apg-Cg หรือ Apg-Bg-Cg ในดินพวกนี้จะมีชั้นดินที่เป็นดินเหนียวอยู่เป็นชั้นบางๆสลับกับชั้นทราย เกิดขึ้นให้เห็นกระจ่างเจน ในฤดูแล้งจะมองเห็นรอยเปื้อนเกลือสีขาวๆที่ผิวหน้าดิน ความเป็นกรดเป็นด่างมากกว่า 7.0 ดังเช่น ชุดดินทิศเหนือ
 -Non Calcic Brown soils
พบไม่เท่าไรนักในประเทศไทย พบในบริเวณตะพักสายธารออกจะใหม่ วิวัฒนาการของหน้าตัดดี ลักษณะหน้าตัดดินแบบ A1(Ap)-A2-Bt ดินบนสีน้ำตาลเทา ดินด้านล่างมีสีน้ำตาล น้ำตาลผสมเหลือง หรือน้ำตาลปนแดง มีต้นเหตุมาจากตะกอนน้ำค่อนข้างจะใหม่ มีเนื้อดินตั้งแต่ค่อนข้างจะหยาบไปจนถึงละเอียด รวมทั้งมีปฏิกิริยาเป็นกรดบางส่วน ในหน้าตัดดินจะพบแร่ไมกาอยู่ทั่วไป มีการระบายน้ำดี ความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างจะสูง เหมาะสมที่จะปลูกพืชไร่รวมทั้งไม้ผล ชุดดินที่สำคัญอย่างเช่น ชุดดิน กำแพงแสน ธาตุพนม
 -ชุดดินโคราช
Gray Podzolic soils
เกิดในบริเวณตะพักลำน้ำเป็นดินที่มีอายุค่อนข้างมาก มีความก้าวหน้าของหน้าตัดดี พบในบริเวณสายธารระดับค่อนข้างต่ำ-ระดับกลาง วัตถุต้นกำเนิดเป็นตะกอนน้ำที่ทับถมมานานแล้ว ซึ่งจะเป็นกรดแล้วก็มีแร่ที่เสื่อมสภาพง่ายคงเหลืออยู่ในจำนวนน้อย ในภาวะพื้นที่แบบเกลียวคลื่น ซึ่งทำให้การไหลผ่านหน้าดินเป็นไปอย่างช้าๆและสภาพอากาศที่มีระยะแฉะ-แห้งสลับกันเป็นต้นสายปลายเหตุที่สำคัญต่อการเกิดดินประเภทนี้ ลักษณะดินชี้ให้เห็นว่าดินมีการชะละลายสูง สีจะออกขาวหรือเทาจัดเมื่อแห้ง และมีลักษณะการเปลี่ยนที่บนผิวหน้าดินออกจะเด่นชัด เนื้อดินละเอียดแล้วก็อินทรียวัตถุถูกล้างไปเมื่อหน้าดินถูกฝน เหลืออยู่แต่จุดที่เกาะตัวกันแน่นอยู่เป็นจุดๆอาจพบพลินไทต์ในชั้นดินด้านล่าง เป็นดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ-ต่ำมากมาย รูปแบบของหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt กลุ่มดินนี้พบเป็นรอบๆกว้างใหญ่ในประเทศไทย โดยเฉพาะในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งบางพื้นที่ในภาคเหนือ ชุดดินที่สำคัญ ดังเช่น ชุดดินโคราช สันป่าตอง ห้วยโป่ง ฯลฯ
 -ชุดดินท่ายาง
Red Yellow Podzolic soils
เป็นดินเก่าที่มีความเจริญของหน้าตัดดินดี เกิดในสภาพที่ละม้ายกับดินในกรุ๊ปดินหลัก Reddish Brown Lateritic Soils ลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A2-Bt-C หรือ R เจอทั่วไปในบริเวณภูเขาและที่ลาดตีนเขาหรือที่ราบขั้นบันไดเก่า วัตถุแหล่งกำเนิดดินมาจากหินหลายหมวด ส่วนใหญ่เป็นหินที่มีปฏิกิริยาเป็นกรดถึงเป็นกลาง ดินมีการระบายน้ำดี ลักษณะเนื้อดินเปลี่ยนแปลงได้มากตั้งแต่ค่อนข้างหยาบจนกระทั่งค่อนข้างจะละเอียด สีจะออกแดง เหลืองคละเคล้าแดงรวมทั้งเหลือง มีชั้น E ที่ออกจะกระจ่าง มีสีจางหรือเทากว่าชั้นอื่น แล้วก็อาจมีเศษหินที่สลายตัว หรือ พลินไทต์ปะปนอยู่ด้วยในดินด้านล่าง แบบอย่างอย่างเช่น ชุดดินท่ายาง โพนพิสัย จังหวัดชุมพร หาดใหญ่ ภูเก็ต เป็นต้น จัดว่าเป็นกรุ๊ปดินที่พบบ่อยกลุ่มหนึ่งในประเทศไทย
 -ชุดดินอ่าวลึก
Reddish Brown Lateritic soils
เป็นดินเก่า มีความเจริญของหน้าตัดดี มีเหตุมาจากวัตถุต้นกำเนิดที่เป็นวัตถุหลงเหลือของหินที่มีปฏิกิริยาเป็นกลางและก็ที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง ลักษณะหน้าตัดดินเป็นแบบ A1-A3-Bt-C หรือ R เป็นดินที่มีการระบายน้ำดี ดินชั้นบนมีสีน้ำตาลเข้ม หรือสีน้ำตาลปนแดง มีเนื้อดินตั้งแต่ดินร่วน (loam) ถึง ดินร่วนซุยเหนียว (clay loam) ส่วนชั้นดินข้างล่างมีเนื้อดินเป็นดินร่วนซุยเหนียว ถึงดินเหนียว (clay) ที่มีสีแดง รูปแบบของดินแสดงการชะล้างสูง แล้วก็บางทีอาจเจอชั้นหินแลงในด้านล่างของหน้าตัดดิน ลักษณะดินจะคล้ายกับดินในกลุ่มดินหลัก Red Brown Earths ที่ต่างกันคือจะมีเป็นกรดมากกว่า pH ราวๆ 5-6 ชุดดินที่สำคัญคือ ชุดดินหลบ บ้านจ้องมอง อ่าวลึก ตราด ฯลฯ
-ชุดดินปากช่อง
Red Brown Earth
เป็นดินที่มีความเกี่ยวพันโดยตรงกับหินปูน หรือหินที่มีปฏิกิริยาเป็นด่าง และก็จะมีความสัมพันธ์กับหินดินดานด้วย ดินมีสีแดง มีความเจริญของหน้าตัดดี เป็นแบบ A1-A3-Bt-C หรือ R เนื้อดินเป็นดินเหนียว มีการระบายน้ำดี กำเนิดในรอบๆที่ราบซึ่งเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากกษัยการ หรืออาจจะเกิดตามไหล่เขาได้ ดินพวกนี้มีลักษณะสีดิน และการจัดตัวของชั้นดินใกล้เคียงกับดินในกรุ๊ปดินหลัก Reddish Brown Lateritic มากมายไม่เหมือนกันที่ความเป็นกรดเป็นด่างของดิน โดยที่ Red Brown Earth มีค่าความเป็นกรดเป็นด่างสูงขึ้นยิ่งกว่า (pH โดยประมาณ 6.5-8.0) ชุดดินที่สำคัญเป็น ชุดดินปากช่อง เป็นกรุ๊ปดินที่มีการปลูกพืชไร่รวมทั้งทำสวนผลไม้กันมาก
-ชุดดินยโสธร
Red Yellow Latosols
เป็นดินที่มีการระบายน้ำดีจนถึงดีเกินความจำเป็น แก่มากมาย หน้าตัดดินลึก มีลักษณะที่แปลว่ามีการชะละลายสูง พัฒนาการของหน้าตัดดี ลักษณะหน้าตัดเป็นแบบ A-B (Box) หรือ A1-A3-B (Box) พบเป็นหย่อมๆในบริเวณลานกระพักสายธารระดับค่อนข้างสูง เกิดจากขี้ตะกอนน้ำพาเก่ามากมาย มีทรัพย์สมบัติด้านกายภาพดี แต่ว่าทรัพย์สินทางเคมีไม่ค่อยดี มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำ มีสีแดงหรือเหลืองตลอดหน้าตัดดิน ดินบนเนื้อดินหยาบคาย ดินล่างมีพวกเซสควิออกไซด์สูง บางแห่งเจอศิลาแลงในตอนล่างของหน้าตัดดิน และไม่พบการเคลือบผิวของดินเหนียวในชั้น B ชุดดินที่สำคัญ อาทิเช่น ศรีราชา ยโสธร
-Reddish Brown Latosols
กำเนิดในบริเวณที่เกี่ยวพันกับภูเขาไฟ วัตถุแหล่งกำเนิดเป็นขี้ตะกอนตกค้าง หรือขี้ตะกอนดาดตีนเขา ของหินที่เป็นด่างเช่น บะซอลท์ แอนดีไซต์ เป็นดินที่มีการระบายน้ำดี รวมทั้งวิวัฒนาการของหน้าตัดดี มีหน้าตัดดินแบบ A-Box (ox = ออกไซด์ของเหล็ก) เนื้อดินเป็นดินเหนียวสีแดง สีแดงปนน้ำตาล มีความร่วนซุยดี เป็นดินลึกมาก มักจะเหมาะกับการใช้ทำสวนผลไม้ ดังเช่นว่า ชุดดินท่าใหม่
-Organic soils
Organic soils หรือเรียกว่า Peat and Muck soils เป็นดินที่มีลักษณะไม่เหมือนกันกับกลุ่มดินอื่นๆด้วยเหตุว่าเป็นดินที่มีอินทรีย์คาร์บอนอยู่ในองค์ประกอบมากกว่าร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก หรือประกอบไปด้วยอินทรียวัตถุล้วนๆพบในรอบๆแอ่งต่ำมีน้ำขังอยู่เกือบจะทั้งปีรวมทั้งมีการสะสมของอุปกรณ์ดินอินทรีย์สูง สำหรับในประเทศไทยพบได้บ่อยทางภาคใต้ ในจังหวัดนราธิวาส โดยเฉพาะในพื้นที่พรุ ข้อดีคือสีจะคล้ำ มีอินทรีย์วัตถุสูง เป็นกรดจัด มีการพัฒนาหน้าตัดดินน้อย ลักษณะหน้าตัดเป็นแบบ A-C เมื่อระบายน้ำออก จะหดตัวได้มาก อย่างเช่น ชุดดินนราธิวาส มักพบในภาคใต้ของประเทศไทย

 
กล้องวัดมุมอิเล็กทรอนิกส์ ยี่ห้อ Leica Builder 100 - T100 9"
 
1.กล้องเล็งเป็นระบบเห็นภาพตั้งตรง
2. กำลังขยาย 30 เท่า
3. ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางเลนส์ปากกล้องไม่ต่ำกว่า 40 มิลลิเมตร
4. ขนาดความกว้างของภาพที่เห็นในระยะ 100 เมตร ไม่น้อยกว่า 2.6 เมตร หรือ 1องศา 30 ลิปดา
5. ระยะมองเห็นภาพชัดใกล้สุดไม่เกิน 0.9เมตร
6. ค่าตัวคูณคงที่ 100
7. ค่าตัวบวกคงที่ 0
8. กำลังในการขยายภาพ 3 ฟิลิปดา
9. เป็นกล้องแบบอิเล็กทรอนิกส์ระบบวัดมุมแบบ Absolute Reading
10. หน่วยวัดเป็น องศา ลิปดา ฟิลิปดา
11. แสดงค่ามุมที่วัดได้ละเอียดโดยตรงไม่เกิน 5 ฟิลิปดา และ 10 ฟิลิปดา
12. ค่าความถูกต้องในการอ่านมุม ( Accuracy ) ไม่เกิน 9 ฟิลิปดา
13. หน้าจอแสดงผลเป็น LCD 1 หน้าจอ มีระบบให้แสงสว่างหน้าจอขณะทำงานและสามารถบอกระดับพลังงานได้
14. ความไวของระดับฟองกลม 10ลิปดา 2 มม.
15. ความไวของระดับฟองยาว 60ฟิลิปดา / 2 มม.
16. กล้องส่องหัวหมุด ( Optical Plummet ) กำลังขยาย 3 เท่า ปรับความคมชัดได้ตั้งแต่ระยะ 0.5 เมตร ขึ้นไป
17. สามารถแสดงผลทั้งเป็นมุมราบและมุมดิ่ง

 
การวัด (Measurement)
การวัด (Measurements) เป็นกรรมวิธีพื้นฐานของการได้มาซึ่งค่าสังเกต (Observations) ของข้อมูลตามที่ต้องการ เมื่อได้ก็ตามที่มีการวัด เมื่อนั้นย่อมมีความคลาดเคลื่อน (Errors) ขึ้นตามมาทุกครั้ง ดังนั้น จึงไม่มีการวัดครั้งใดที่ปราศจากความคลาดเคลื่อนอยู่ด้วย นั่นคือ ในการวัดทุกครั้งจำเป็นจำต้องมีการประเมินค่าความถูกต้อง (Accuracy) และค่าความแม่นยำ (Precision) และนั่นหมายถึง ในศึกษาถึงความถูกต้องของการวัดจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการเข้าใจถึงธรรมชาติ ชนิด และ ขนาดของความคลาดเคลื่อนที่แต่ละกระบวนการวัดด้วย
การวัดและมาตรฐาน (Measurement and Standards)

  • การวัด เป็นกระบวนการหาขนาด ปริมาณ ของสิ่งที่ต้องการวัดด้วยการเทียบกับมาตรฐานอันหนึ่งที่ใช้ในการหาขนาดและปริมาณต่างๆ เช่น
  • ความยาว น้ำหนัก ทิศทาง เวลา ตลอดจน ปริมาตร ตัวอย่างของการเทียบกับสิ่งที่เป็นมาตรฐาน เช่น ความยาวมาตรฐาน 1 เมตร คือ ระยะทางที่แสงเดินทางได้ในสุญญากาศเป็นเวลา 1/299,792,458 วินาที ซึ่งอาจจะทำการวัดเทียบกับสิ่งที่ใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงนั้นโดยตรงหรือโดยอ้อม (Direct and Indirect Measurement)



องค์ประกอบของการวัด

  • มีการบอกขนาดของการวัด เช่น ระยะทาง 4.1
  • มีการบอกหน่วยที่ใช้ในการวัด เช่น ระยะทาง 4.1 กม .
  • มีการประมาณช่วงของความคลาดเคลื่อน เช่น ระยะทาง 4.1 (±0.2) กม .
  • มีการบอกระดับความเชื่อมั่นของช่วงความคลาดเคลื่อนที่เกิดขึ้นในการวัด เช่น ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% มีระยะทาง 4.1 (±0.2) กม .


สาเหตุการเกิดความคลาด